กินอย่างไร? ให้เป็น ''ยา''

ชื่อของ อ. นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล หรือ หมอไต่ ผู้อำนวยการศูนย์ชีววิทยาเชิงระบบ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นที่รู้จักจากการ เป็นผู้นำทีมวิจัยยาแอนติบอดีบำบัดมะเร็ง เพื่อให้คนไทยมีโอกาสเข้าถึงยารักษาโรคร้าย ได้ในราคาไม่แพงเกินกว่าจะจ่ายไหว และด้วย หน้าที่การงานที่ทำให้คลุกคลีอยู่กับข้อมูล มาโดยตลอดทำให้มองทะลุถึงสาเหตุว่าทำไม คนไทยจึงไม่ใส่ใจดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง นั่นเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบข้อมูลที่แท้จริง เกี่ยวกับต้นตอที่ก่อให้เกิดโรคภัย พร้อมยืนยันว่าการให้ความรู้ความเข้าใจกับคนในเรื่องการกินอาหารและการใช้ชีวิตเป็นสิ่งสำคัญ ในการมีสุขภาพและสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน อีกทั้งควรต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดในการดูแล ตัวเองเสียใหม่ว่า “ยาที่ดีที่สุดไม่มีในโลกนี้ สิ่งดีที่สุดต่อสุขภาพคือไม่ต้องการยา”

นิยามความหมาย ‘อาหารเป็นยา’ 

     สำหรับคนที่ทำงานกับข้อมูลด้านการแพทย์ มาตลอดนับตั้งแต่เป็นอายุรแพทย์ เป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไต ก่อนเบนเข็มมาสาย นักวิทยาศาสตร์ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านชีววิทยา เชิงระบบ คุณหมอไต่ยืนยันหนักแน่นว่า ‘ความรู้ทางโภชนาการและวิธีการดูแลตัวเอง ที่ถูกต้อง’ นี่ล่ะคือ ‘ยา’ ขนานเอกที่จะนำไปสู่การมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน 

“ถ้าจะถามผมว่าเราจะกินอย่างไรให้ อาหารเป็นยา ผมมองว่าตัวอาหารเองไม่ได้ เป็นยา แต่ความรู้หรือความเข้าใจในวิธีการ บริโภคอาหารนั่นแหละคือยา วิธีนี่หมายถึง ทั้งปริมาณ แล้วก็ชนิดอาหารที่เหมาะกับร่างกาย เรานะครับ ปัจจุบันนี้เรามีให้เลือกบริโภค มากมาย อาหารที่ไม่มีคุณภาพก็ราคาถูกแสนถูก และคนจนไม่ได้เป็นคนผอม เพราะสังคม ประเทศไทยเข้าสู่ Westernize ที่มีทั้ง ฟาสต์ฟู้ด ร้านสะดวกซื้อมีทุกซอย ซึ่งเอาเข้าจริง การมีสิ่งหลากหลายให้เลือกกินเยอะไม่ได้เป็น ปัญหานะครับ การมีร้านสะดวกซื้อเป็นเรื่องดี อยู่แล้ว แต่คนเราต้องมีความเข้าใจเรื่องการ บริโภคที่ต้องอยู่ในปริมาณเหมาะสมกับ ร่างกายเรา ต้องมีความรู้ ข้อมูลทางโภชนาการ ก็มีเขียนอยู่ ซึ่งเอาเข้าจริงเราเองคงไม่ไปนั่งดู ขนาดนั้น แค่กะปริมาณเอา กินพออิ่ม ไม่ต้อง เพิ่มเอ็กซ์ตร้า เช่น ซื้อชาไข่มุกมากินทุกวัน อะไรที่เกินแล้วตัดได้ง่ายๆ ก็ลดปริมาณลง เช่น ถ้าเรารู้ว่าน้ำตาลไม่ดี ก็อย่าไปบริโภคเยอะ น้ำตาลวันหนึ่งกินได้ไม่ควรเกิน 6 ช้อนชา (ข้อมูลขององค์การอนามัยโลก) อย่างน้ำอัดลม หนึ่งกระป๋อง มีน้ำตาลถึง 9 ช้อนชา ซึ่งไม่น้อยเลย ถ้าเข้าใจตรงนี้ ก็เลี่ยงได้ ด้วยการดื่มน้ำปกติ 

ถ้ารู้ตัวว่าน้ำหนักเกินก็กินข้าวลดลงสัก 1-2 ช้อนทุกมื้อ หมูติดมันไม่ต้องกิน ทำต่อเนื่อง ระยะยาว แค่นี้ก็ลดความเสี่ยงในการเกิดโรค ได้เยอะแล้วครับ ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ ปรับทีละนิด ทีละหน่อย แล้วก็ชั่งน้ำหนักเป็นประจำ แต่ก็ ไม่จำเป็นต้องไม่ต้องไปนั่งตั้งโกลว่าเดือนนี้ต้อง ลดได้กี่กิโลกรัม อย่างนั้นทำได้ไม่นานก็จะเครียด แล้วที่สุดมันจะกลับมาใหม่ ต้องไม่ทรมาน กับร่างกายมากเกินไป และถ้าเราสามารถ ทำสำเร็จได้แบบระยะยาวก็จะแฮปปี้กว่า “อย่างไรก็ตาม ผมขอถอยกลับไปสักนิดได้มั้ย เรื่องอาหารเป็นยานี่ จริงๆ แล้วดีที่สุดคือเรา ไม่ต้องใช้ยาเลยไม่ดีกว่าเหรอ ซึ่งนั่นแปลว่า เราไม่ป่วย ถ้าเรารู้วิธีการใช้ชีวิตทั้งการบริโภค ทั้งการดูแลสุขภาพ เรื่องการออกกำลังกาย ความเครียด เวลานอน หลีกเลี่ยงความเสี่ยง จากสิ่งแวดล้อมต่างๆ เราก็จะไม่เป็นโรคและ ก็จะไม่ต้องการยารักษา คงต้องปรับเปลี่ยน แนวคิดใหม่ว่า ยาที่ดีที่สุดไม่มีในโลกนี้ สิ่งดี ที่สุดต่อสุขภาพคือไม่ต้องการยา”


คำถามสำคัญไม่ใช่ ‘กินอะไรแล้วดี’ แต่ต้อง ถามว่า ‘กินเท่าไร’ 

     เมื่อถามถึงปัญหาสุขภาพของคนไทยที่ เข้าข่ายวิกฤติในมุมมองของคุณหมอ กลับได้รับคำตอบที่คาดไม่ถึง เพราะไม่ใช่โรคร้าย ที่ใครๆ ต่างหวาดกลัวอย่างมะเร็ง หากกลับกลายเป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมเกือบ ทั้งหมด และความเสี่ยงที่สำคัญคือโรคอ้วน จากสถิติสำรวจล่าสุดที่ระบุว่า คนไทยอ้วนติด อันดับ 2 ในอาเซียน ซึ่งภัยที่คนยังไม่ได้ตื่นตัว นี่ล่ะถือเป็นภัยน่ากลัวที่สุด จึงนำสู่คำถาม ต่อไปว่าแล้วคนเราต้องปรับพฤติกรรมการกิน อย่างไรเพื่อห่างไกลจากโรคอ้วน และได้รับ คำตอบที่ทำให้ต้องมองมุมใหม่กันเลยทีเดียว

“คนส่วนใหญ่มักถามว่า ฉันจะกินอะไรแล้ว สุขภาพดี ฉันต้องกินอะไรเสริม อันนี้แหละ ปัญหา ทุกคนพยายามหาออปชันเสริม ซึ่งมัน เป็นวิธีการที่ง่าย ก็แค่ไปซื้อยาบำรุงหรืออาหารเสริม มากิน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผมจะบอก ว่าการมีสุขภาพดีมันไม่ได้อยู่ที่จะกินอะไร เสริมดี การแก้ปัญหาสุขภาพของหลายๆ คน อยู่ที่คุณจะเอาอะไรออกหรือลดอะไรได้บ้าง ต่างหาก เพราะทุกวันนี้ไม่มีข้อมูลหลักฐานทาง วิทยาศาสตร์ชัดๆ ที่จะบอกว่าต้อง ‘กินอะไร’ เป็นพิเศษ ถึงจะดีต่อสุขภาพ แต่ข้อมูลที่มีอยู่ คือ ‘กินเท่าไร’ เท่านั้นเอง ซึ่งกินมากเกินไป หรือน้อยเกินไปจนไม่เพียงพอน่ะไม่ดีแน่นอน “ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่อยู่ที่ ‘กินอะไรแล้วดี’ แต่ต้องถามว่า ‘กินเท่าไร’ ซึ่งำว่ากินในปริมาณ ‘ไม่เกิน’ ที่บอกนี่ต้องดูกันไป ในระยะยาวนะครับ ถ้าถามหาหลักฐานการแพทย์ที่วิทยาศาสตร์ยอมรับ มีวิธีการเพียง อย่างเดียวเลยที่มีข้อมูลยืนยันว่าทำให้มีอายุยืน ซึ่งเป็นข้อมูลในสัตว์ทดลอง นั่นคือ การจำกัด จำนวนแคลอรีที่บริโภคเกือบตลอดทั้งชีวิต โดยปริมาณแคลอรีที่กินมีความสัมพันธ์ ผกผันกับอายุขัย ถ้ากินปริมาณแคลอรียิ่งมาก อายุยิ่งสั้น

้“ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะกินคีโตเจนิก กินแป้งน้อย กินแป้งมาก กินผัก ไม่กินเนื้อสัตว์ หรือ จะกินข้าวขาหมูก็ได้ ถ้าหมูไม่กี่ชิ้น จะกิน แซนด์วิชใส่ชีสก็ได้ แต่สุดท้ายแล้วเป้าหมาย ไม่ได้อยู่ที่ ‘กินอะไร’ แต่อยู่ที่กินอะไรแล้วมัน ไม่เกินปริมาณพลังงานหรือแคลอรีที่เราใช้ 

ตราบใดที่สุดท้ายแล้วสามารถเผาผลาญ พลังงานได้อย่างเหมาะสม ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่า ร่างกายคุณวันหนึ่งเผาผลาญได้แค่ไหน กิจกรรมในชีวิตของคุณมีมากน้อยแค่ไหน และ อย่าลืมว่าบางอย่าง เช่น โซเดียม เกลือ มันขับ ที่ไต ไม่ได้เบิร์นจากกล้ามเนื้อ จึงต้องบาลานซ์ สิ่งที่กินเข้าไปและสิ่งที่ร่างกายเผาผลาญด้วย “ที่จริงแล้วสุขภาพร่างกายของเรามีผลมา จากตัวเราเอง เริ่มตั้งแต่พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม ที่เราสัมผัส อาหาร อากาศ น้ำ รังสี แสงแดด รวมไปถึงเชื้อโรคต่างๆ ทีนี้แต่ละคนเกิดมามี พันธุกรรมไม่เหมือนกัน ถูกเลี้ยงดูในสิ่งแวดล้อม ที่ได้รับอากาศ น้ำ ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น แต่ละคนจะต้องดูแลสุขภาพของตนเองแบบ เฉพาะบุคคลไม่เหมือนกันเป๊ะๆ 

“ถ้ามองในเชิงพันธุกรรม เราเกิดมาพร้อม กับมัน เปลี่ยนไม่ได้ แต่ข้อมูลทางพันธุกรรม สามารถเป็นสิ่งที่กำหนดรูปแบบการใช้ชีวิต ที่เหมาะสมกับตัวเองได้ ช่วยให้เราปฏิบัติตัวได้ ถูกต้องในการดูแลสุขภาพ ล่าสุดมีการทำนาย ว่าอีกประมาณ 5 ปี ที่สหรัฐอเมริกา เด็กเกิดใหม่ ทุกคนจะถูกตรวจพันธุกรรม เพื่อจะได้รู้ ว่ามีโรคพันธุกรรมอะไรติดตัวมาบ้าง มีความเสี่ยง ต่อการเกิดโรคอะไรขึ้น ควรต้องดูแลตัวเอง แบบไหน จะดำเนินชีวิตกับความเสี่ยง ยังไง เช่น ถ้าคุณมียีนมะเร็งเต้านม คุณก็ต้อง ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมบ่อยขึ้น ถึงแม้จะ เป็นเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นในไทย แต่อนาคตมา แน่นอน ตอนนี้ไทยกำลังเริ่มโครงการ Genomics Thailand ถอดรหัสพันธุกรรม คนไทย 50,000 คน ครม. อนุมัติเรียบร้อยแล้ว เริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2563 นี้ แต่กว่าจะไปถึง ขั้นตอนที่ประชาชนได้ใช้จริงก็คงต้องผ่าน กระบวนการวิจัยไปอีกระยะหนึ่ง “ส่วนเรื่องของแนวทางปฏิบัติตัวด้านอื่นๆ เพื่อสุขภาพดีอย่างยั่งยืน ที่จริงก็เป็นเรื่องที่ทุกคน รู้อยู่แล้ว แต่ทำได้หรือเปล่าอีกเรื่องหนึ่ง (ยิ้ม) ถามว่าแล้วต้องทำยังไงให้ทุกคนตื่นตัวและ สามารถลดความเสี่ยงได้โดยการปฏิบัติตัว เพื่อให้มีสุขภาพดี ผมว่าไม่มีอะไรที่จะทำให้ คนลงมือปฏิบัติได้ดีเท่ากับเขาตระหนักด้วย ตัวเอง 

1585028286451 
“เหตุผลหนึ่งที่ทำไมคนถึงไม่ได้ปฏิบัติในสิ่ง ที่ดูเหมือนจะรู้ๆ กัน อาจเป็นเพราะเขายังไม่รู้ จริงๆ ก็ได้ว่ามันมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่มา สนับสนุนอยู่ว่า ทำไมไม่ควรอ้วน ทำไมไม่ควร อดนอน ทำไมไม่ควรเครียด เพราะความเครียด ทำให้มีการปล่อยฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งเป็น ฮอร์โมนที่หลั่งออกมาเวลาเครียดและไปกด ภูมิต้านทานไว้ เหมือนเวลากินยาสเตียรอยด์ เพราะฉะนั้นเวลาเครียดนานๆ ก็เหมือนเรา ได้ยาสเตียรอยด์นานๆ ภูมิต้านทานก็ไม่ดี เมื่อ ภูมิต้านทานตก ก็ติดเชื้อง่าย เกิดเป็นโรค ที่เกี่ยวข้องกับการเสียสมดุลของภูมิต้านทาน เช่น มะเร็ง 

“ส่วนการนอนไม่พอก็เป็นสาเหตุทำให้ อายุสั้น สมองเสื่อม เพราะช่วงเวลานอนหลับ เป็นช่วงที่ของเสียในสมองจะถูกขับถ่ายออกมา เนื่องจากท่อนน้ำเหลืองขยายตัวในสมอง น้ำไขสันหลังพยายามจะไล่ของเสียออกมาให้ อยู่ในท่อนน้ำเหลือง แล้วขับถ่ายของเสียให้ออก ไปจากสมอง ดังนั้น ถ้าเรานอนไม่พอ ของเสีย ก็คั่งอยู่ พอผ่านไปนานๆ เซลล์ประสาท จะอักเสบ สะสมของเสียกลายเป็นโรคความจำเสื่อม อัลไซเมอร์ เป็นต้น 

“ดังนั้นแนวทางของการปลูกฝังให้คนมี สุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืนที่สุดคือ ต้องให้ความ เข้าใจกับคน และตัวเขาต้องเป็นคนเริ่มปรับที่ พฤติกรรมตัวเอง ด้วยความเข้าใจด้วยนะ ซึ่งตอนนี้หลายๆ คนอาจยังไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ ถ้าเราสามารถจะสื่อสารข้อมูลวิทยาศาสตร์ การแพทย์ให้คนทั่วไปเข้าใจง่ายๆ ก็น่าจะช่วยได้”

บทบาทของผู้ผลิตอาหารภาคเอกชนกับการ สร้างสุขภาวะที่ดีให้คนไทย 

     “ผมก็ยังมองไปที่เรื่องของความเข้าใจ วิธีการบริโภคอยู่ดี อย่างที่ผมบอกว่าการมี อาหารถูกสุขลักษณะและมีความหลากหลาย ถือเป็นสิ่งดีอยู่แล้ว การที่ซีพีมีธุรกิจอาหาร มีอาหารสะอาดจัดจำหน่ายให้คนได้มีทางเลือก หลากหลาย อันนี้เป็นสิ่งที่ดีมาก แต่ถ้าจะทำให้ ดีมากกว่านั้นคือควรให้ความรู้ถึงพฤติกรรม การบริโภคที่ถูกต้อง และอะไรที่เป็นส่วนเกิน ก็อาจจะลดๆ ลงไปบ้าง อย่างเช่น สเลอปี้หรือ น้ำหวานไม่ต้องทำแก้วไซซ์ใหญ่แล้ว เอาแก้ว เล็กๆ ก็พอ ทำให้คอนเทนต์น้ำตาลในแต่ละ สินค้าลดลงได้มั้ย ในมุมมองของผม เทรนด์การ บริโภคอย่างยั่งยืนคือการกินน้อยๆ แต่เพียงพอ 

ลองดูตัวอย่างคุณยายชาวญี่ปุ่น ชาวอินเดีย ที่มีอายุยืนถึงร้อยกว่าปี ทั้งที่ตอนนั้นยังไม่มี เทคโนโลยีอะไรที่มาทำให้คนอายุยืนขึ้นด้วยซ้ำทำไมเขายังอยู่กันได้ตั้งนาน เพราะเขาไม่ได้ บริโภคอะไรมากมาย จึงมีเฮลท์ตี้ไลฟ์สไตล์ อย่างยั่งยืน” 

ฝันไกลอยากให้คนไทยมีองค์ความรู้เรื่อง สุขภาพที่ถูกต้อง 

     “ถ้าจะให้ดีที่สุดคืออยากให้คนไทยมีองค์ความรู้ ที่ถูกต้องต่อสุขภาพ ผมกับภรรยาเคย ไปทำงานที่เดนมาร์กมาหนึ่งปี จำนวนประชากร มีไม่เยอะมาก และสวัสดิการดีมาก เพราะเขา เก็บภาษีแพง เพราะฉะนั้นการให้ความรู้ ด้านต่างๆ จึงบริหารจัดการได้ไม่ยากและทำได้ ทั่วถึง ทำให้คนทุกคนมีความรู้พื้นฐานสูงมาก คนเดนมาร์กแข็งแรงทั้งชายหญิง ขี่จักรยาน ออกกำลังกาย ไม่อ้วน เพราะประเทศช่วยเหลือ ด้วยการเก็บภาษีน้ำตาลเพิ่มสำหรับอะไรที่มี ปริมาณเปอร์เซ็นต์น้ำตาลสูง เห็นชัดเจนว่า ประเทศที่ให้ความรู้ดี คนรู้จักวิธีบริโภคที่ดี ก็จะสร้างไลฟ์สไตล์ที่เฮลท์ตี้

“ความยั่งยืนในมุมมองของผมคือ สิ่งดีที่สุด อยู่ในสมองของเรา การได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง คือการสร้างความยั่งยืนได้ดีที่สุด มากกว่า สิ่งที่เป็นวัตถุ ดังนั้น ผมอยากเชิญชวนใครที่มี ความสามารถตรงนี้ คนที่ทำเรื่องการสื่อสาร มีเดียต่างๆ ในสังคม อยากให้เห็นความสำคัญ ตรงนี้ ถ้าจะทำ CSR แทนที่จะบริจาคเงิน มาบริจาคความรู้ดีมั้ย ใครมีไอเดียอะไรต่างๆ มาช่วยกัน ถ้าทุกคนมาช่วยกัน โดยที่ไม่ต้องรอ ใครมาช่วย เราทำได้แน่นอน ที่คนท้อแท้กัน อยู่ตอนนี้เพราะเรามองว่าทำไมคนอื่นไม่ทำ อย่างนั้นอย่างนี้ แต่เราเคยถามตัวเองมั้ยว่า แล้วเรา ทำอะไรได้บ้าง เราอยากจะทำมันหรือเปล่า แล้วเราจะทำเมื่อไร อย่างการที่ผมมาทำโครงการ วิจัยยาแอนติบอดี (Antibody) บำบัดมะเร็ง เพราะผมคิดง่ายๆ แบบนี้เลยว่าแล้วผมทำ อะไรได้บ้าง ผมอยากทำให้คนไทยมีโอกาสเข้า ถึงยารักษามะเร็งรูปแบบใหม่ที่มีราคาสูงได้ อยากให้เป็นของขวัญกับคนไทย และเราก็ มีพลัง มีองค์ความรู้ในจุดเริ่มต้นที่ทำให้ก้าวขึ้น มาได้ ผมก็ทำเลย

“เป้าหมายของโครงการก็คือให้คนไทย ได้รับยารักษามะเร็งในราคาเอื้อมถึง แต่ ขณะเดียวกันเป้าหมายส่วนตัวของผมเอง ท้ายที่สุดแล้ว เราไม่ได้แค่อยากช่วยให้คน แข็งแรงเท่านั้น แต่เราต้องการทำให้คนแข็งแรง มากขึ้นเพียงพอจนถึงจุดที่จะกลับมาช่วยคนอื่น ได้ด้วย ต้องการให้ทั้งประเทศเปลี่ยนเป็น อย่างนั้นได้”

ขอขอบคุณ

“ความรู้ ความเข้าใจในวิธีการบริโภคอาหารคือ… ยา” อ. นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล
จาก วารสารบัวบาน ISSUE 12

สนับสนุนโดย